วิชาการดอทคอม ptt logo

เม็ดเลือดขาวกับเม็ดเลือดแดง

โพสต์เมื่อ: 20:13 วันที่ 26 ต.ค. 2548         ชมแล้ว: 88,383 ตอบแล้ว: 63
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
ถามว่าทำไมไวรัสถึงเจาะเม็ดเลือดขาวได้และทำไมถึงเจาะเม็ดเลือดแดงไม่ได้ครับ ถึงส่งผลกระทบให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องใช่หรือเปล่าครับ


aun_1117@yahoo.com(202.28.27.4,10.29.5.13,)





จำนวน 60 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 26 ต.ค. 2548 (20:15)
ช่วยด้วยนะครับเพราะต้องเอาไปตอบที่ข้อสอบด้วย อาจารย์ให้มาหาครับเพราะอาจารย์จะออกข้อสอบนะ
aun_1117@yahoo.com (IP:202.28.27.4,10.29.5.13,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 27 ต.ค. 2548 (15:53)
เม็ดเลือดแดงมันไม่มี นิวเคลียส มะช่ายหรอครับ
se-k.ju (IP:203.146.104.44,10.20.79.129,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 28 ต.ค. 2548 (00:23)
ขอขยายความให้นิดนึงนะคับ

ไวรัสนั้นไม่มี metabolism เป็นของตัวเอง ดังนั้นจึงต้องอาศัยวัตถุดิบจากคนอื่นในการแบ่งตัว วัตถุดิบดังกล่าวนั้นจะหาได้จากใน nucleus คับ นั่นคือสารตั้งต้นต่างๆและแหล่งพลังงานที่จะนำไปสร้างสารพันธุกรรมของตัวเอง ดังนั้นไวรัสจึงไม่สามารถ infect เม็ดเลือดแดงได้คับ เพราะเข้าไปก็แบ่งตัวในนั้นไม่ได้
milkshake172@hotmail.com (IP:58.9.1.193,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 29 ต.ค. 2548 (16:41)
ขอบคุณครับผม
aun_1117@yahoo.com (IP:202.28.27.4,10.29.5.13,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 29 ต.ค. 2548 (18:17)
คำตอบของคุณ milkshake172@hotmail.com มีส่วนถูกครับ... แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่เกี่ยวกับนิวเคลียสเลย ใน Nucleoplasm มีแค่สารพันธุกรรมแล้วก็เอนไซบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการกระบวนการในนิวเคลียส



ที่จริงแล้วมันเกี่ยวกับ Mitochondria ครับ. การ Metabolism ของไวรัสหรือเซลล์อื่นๆพึ่งพา ATP ที่ได้จาก Mictochondria เป็นเสาหลัก (แล้วก็อาหารใน Cytoplasm) หากไม่มีเจ้า Organell ตัวนี้เราจบครับ ไม่สามารถทำอะไรได้เลย... ซึ่งในเซลล์เม็ดเลือดแดงนั้นไม่มี แต่ ATP ที่ใช้นั้นได้จากกระบวนการ Glycolysis ที่เกินได้ใน Cytoplasm ของทุกๆเซลล์ ซึ่งจะให้ ATP เพียง 2 โมเลกุล/กลูโคส 1 โมเลกุลเท่านั้น (เพียงพอต่อการ Homeostasis ทั่วๆไป เช่น K+ - Na+ punp)



- เพิ่มให้ ต่อจาก DNA ที่ถามจากอีกกระทู้นึ่ง: ไวรัสทั่วๆไปจะมี DNA เพียงสายเดียวเท่านั้น ดังนั้นมันจึงไม่มีคู่ Back up. ผลคือมันจะเปลี่ยนแปลงพันธุ์ไปได้ง่ายมากและไม่จำกัดด้วย ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม เรากังวลกันว่าเมื่อไรเจ้าหวัดนกจะกลายพันธุ์ (กลายแน่ๆครับ แต่ว่าเมื่อไร?)
Chemist
ร่วมแบ่งปัน181 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 29 ต.ค. 2548 (18:20)
แก้พิมผิดครับ... ที่เกิfได้ใน Cytoplasm ของทุกๆเซลล์ ซึ่งจะให้ ATP เพียง 2 โมเลกุล/กลูโคส 1 โมเลกุลเท่านั้น (เพียงพอต่อการ Homeostasis ทั่วๆไป เช่น K+ - Na+ pump)



Homeostasis คืออะไรลองค้นเอาดูเองครับ รับรองว่าหากหาเจอด้วยตนเองแล้วจะจำไปจนตายเลย
Chemist
ร่วมแบ่งปัน181 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 1 พ.ย. 2548 (12:12)
ขอบคุณครับผม
aun_1117@yahoo.com (IP:202.28.25.77,unknown,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 23 พ.ย. 2548 (21:29)


25847
เม็ดเลือดขาว



เม็ดเลือดขาวมีชื่อภาษาแพทย์ว่า ลูโคไซ้ท์ (Leukocyte) ซึ่งมีรากศัพท์คือ Leuko ซึ่งแปลว่า ขาว ร่างกายเรามีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด โดยมีเซลล์ต้นกำเนิดเดียวกันคือ Pluripotential Stem Cell จากนั้นก็จะเจริญต่อไปอีกหลายเซลล์จนแยกสายออกเป็น

1. เม็ดเลือดขาวชุด Granulocyes ซึ่งภายในไขกระดูกจะมีเม็ดเลือดขาวที่ค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นรุ่นเป็นประเภท โดยเซลล์อ่อนสุดคือ Myeloblast ซึ่งจะเจริญไปเป็น Promyelocyte Myelocyte Metamyelocyte Band form และ Segmented Form ตามลำดับ เซลล์เหล่านี้ปกติจะอยู่ในไขกระดูก จะมีแต่รุ่น Band และ Segmented Form ในกระแสโลหิต ถ้าหากมีเซลล์รุ่นอ่อนกว่านั้นปรากฏในกระแสโลหิตแล้วก็มักจะแสดงถึงภาวะผิดปกติ เช่น มีสิ่งกระตุ้นให้ตัวอ่อนออกมาในกระแสเลือดหรือมีการติดเชื้อ หรือเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว



เซลล์ตั้งแต่ในระบบนี้คือ นิวโตรฟิล (Neutrophil) มีหน้าที่ต่อสู้และทำลายเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบคทีเรีย ดังนั้นถ้ามีเม็ดเลือดขาวในระบบนี้น้อยเกินไปก็จะติดเชื้อง่าย ในทางตรงข้าม ถ้ามีมากไปก็แสดงถึงการติดเชื้อเฉียบพลัน เช่น ไส้ติ่งอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด การนับเม็ดเลือดจึงช่วยในการวินิจฉัย ส่วนอีโอซิโนฟิล (Eosinophil) จะมีมากกว่าปกติเวลามีพยาธิในร่างกายหรือในคนที่มีภูมิแพ้



2. เม็ดเลือดขาวชุด ลิมโฟซัยท์ (Lymphocyte) เซลล์อ่อนสุดในระบบนี้ คือ Lymphoblast ซึ่งจะเจริญไปเป็น Prolympholyte และ Lymphocyte ตามลำดับ เด็กๆ จะมีลิมโฟซัยมากกว่าผู้ใหญ่ ความผิดปกติของเซลล์ในระบบนี้จะพบได้เวลามีการติดเชื้อไวรัสบางชนิด มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟซัยท์ยังแบ่งออกเป็น

1. B-Lymphocyte

2. T-Lymphocyte

3. Null-cell (non-B, non-T Lymphocyte)

เซลล์ทั้งสามนี้ถ้าย้อมสีส่องจะดูเหมือนๆ กัน แต่สามารถแยกชนิดได้โดยวิธีการทางอิมมูโนวิทยา B-Lymphocyte จะมีหน้าที่สร้างภูมิต้านทาน เรียกว่า แอนติบอดี (Antibody) หรือ อิมมูโนโกลบูลิน (Immuno Globulin) ในกระบวนการตอบสนองที่เรียกว่า Humorol Immune response ในการกระตุ้นของแอนติเจนโดยมีเซลล์อื่นๆ ร่วมด้วยคือ T-Lymphocyte, Macrophage และสารที่หลั่งจากเซลล์เหล่านี้ เรียกว่า Lymphokines



เซลล์ Lymphocyte นอกจากจะมีส่วนร่วมในการกระตุ้น B-Lymphocyte ให้สร้างแอนติบอดีแล้ว ยังมีหน้าที่ในการตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดใช้เซลล์ (Cell-Meaiated Immune Resonse)



ส่วน Null cell หรือ Natural Killer Cell มีหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์มะเร็งโดยการหลั่งสารที่เรียกว่า NKCF (Natural Killer Cytotoxic Factor)



จะเห็นได้ว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟซัยท์ มีหน้าที่ต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่จึงแยกไปศึกษาในวิชาอิมมูโนวิทยา



3. เม็ดเลือดขาวชุด โมโนซัยท์ (Monocyte) เซลล์อ่อนสุดในระบบนี้คือ Monoblast ซึ่งจะเจริญเป็น Promonocyte และ Monocyte ตามลำดับ

bowbe
ร่วมแบ่งปัน151 ครั้ง - ดาว 159 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 23 พ.ย. 2548 (21:31)
CBC



หรือ complete blood count เป็นการตรวจที่บ่อยที่สุดโดยการตรวจวัดเซลล์ต่างๆในเลือดได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดโดยอาจจะตรวจด้วยเครื่องหรือโดยการส่องกล้องซึ่งจะตรวจ



เกี่ยวกับเม็ดเลือดแดงแพทย์จะตรวจ



จำนวนเม็ดเลือดแดง Red blood cell (RBC) count



ความเข็มของเลือด Hematocrit



Hemoglobin



MCV



MCH



MCHC



เกี่ยวกับเม็ดเลือดขาวแพทย์จะตรวจ



เม็ดเลือดขาว White blood cell



อัตราส่วนเม็ดเลือดขาว Differential blood count (Diff)



เกี่ยวกับเกร็ดเลือด



จำนวนเกร็ดเลือด Platelet count



การตรวจเม็ดเลือดแดง



จำนวนเม็ดเลือดแดง Red blood cell (RBC) count



เป็นการนับจำนวนเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือด ถ้าจำนวนน้อยก็คือภาวะโลหิตจาง (anemia ) ถ้าจำนวนมากเกินไปเรียก ( polycythemia) ปกติจะมีปริมาณ 4.2 - 5.9 million cells/cmm นอกจากจะดูจำนวนแล้วยังดูขนาดของเม็ดเลือดแดง ความเข็มของ Hemoglobin ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีโลหิตจางเนื่องเสียเลือดจากประจำเดือน



ความเข็มของเลือด Hematocrit



เป็นการวัดความเข็มข้นของเลือดอีกแบบหนึ่งโดยเปรียบเทียบปริมาตรของเม็ดเลือดต่อปริมาตราของเลือด ถ้าต่ำกว่า 30%ถือว่ามีภาวะโลหิตจาง



hematocrit ต่ำพบได้ในภาวะ



โรคโลหิตจาง



เสียเลือด



bone marrow failure (e.g., due to radiation, toxin, fibrosis, tumor)



destruciton of red blood cells



leukemia



malnutrition or specific nutritional deficiency



multiple myeloma



rheumatoid arthritis



hematocrit สูงพบได้ในภาวะ



ขาดน้ำจาก



ไฟไหม้



ท้องร่วง



erythrocytosis (excessive red blood cell production)



polycythemia vera



สาเหตุของภาวะโลหิตจาง Anemia



ขาดธาตุเหล็ก Iron deficiency anemia



ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่เกิดจากเสียเลือดเช่น เสียเลือดจากประจำเดือน เสียเลือดจากแผลในกระเพาะ เสียเลือดจากรีดสีดวงทวาร เป็นต้น



ในเด็กเกิดจากขาดธาตุเหล็กในอาหาร



เสียเลือดเป็นจำนวนมาก เช่นเสียเลือดจากแผลในกระเพาะอาหาร เสียเลือดจากอุบัติเหตุ



โรคทางพันธุกรรม เช่น โรค thalassemia



Hemoglobin เป็นส่วนประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดงทำหน้าที่นำ oxygen จากปอดไปยังเนื้อเยื่อและนำ Carbodioxide จากเนื้อเยื่อไปฟอกที่ปอด ค่าปกติจะอยู่ระหว่าง 12-16 gram%พบว่าถ้ามีน้อยถือเป็นภาวะโลหิตจาง สาเหตุเหมือนกับภาวะโลหิตจาง



MCV เป็นการวัดขนาดของเม็ดเลือดแดง เป็นอัตราส่วนระหว่า Hct และเม็ดเลือดแดงค่าปกติจะอยู่ระหว่าง 86-98 femtoliters



Mean cell hemoglobin (MCH). เป็นการวัดปริมาณ hemoglobin ในแต่ละเซลล์ของเม็ดเลือดแดงหรือเป็นการคำนวณระหว่างปริมาณ hemoglobin และปริมาณเม็ดเลือดแดงค่าปกติ 27 - 32 picograms



Mean cell hemoglobin concentration (MCHC). เป็นการวัดความเข็มข้นของ hemoglobin ซึ่งคำนวณได้จาก hemoglobin และ Hct



เม็ดเลือดขาว White blood cell



การตรวจเม็ดเลือดขาวแบ่งการตรวจได้เป็น



จำนวนเม็ดเลือดขาว White blood cell count {WBC] มีจำนวนน้อยกว่าเม็ดเลือดแดงมาก เม็ดเลือดขาวทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรค เมื่อมีการติดเชื้อร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดขาวจากไขกระดูกทำให้เม็ดเลือกขาวเพิ่ม คนที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำจะติดเชื้อได้ง่าย ปกติจะมีจำนวณ 4300-10800/ cubic millimeter



เม็ดเลือดขาวต่ำ พบได้ในภาวะ การติดเชื้ออย่างรุนแรง AIDS มะเร็ง คนที่ได้รับเคมีบำบัด



เม็ดเลือดขาวสูง พบได้ในภาวะ ติดเชื้อ มะเร็งเม็ดเลือดขาว



Differential blood count (Diff) คือการหาอัตราส่วนของเม็ดเลือดขาวแต่ละชนิดโดยการนับเม็ดเลือดขาวแต่ละชนิดว่ามีกี่% เม็ดเลือดขาวมีอยู่ 5
bowbe
ร่วมแบ่งปัน151 ครั้ง - ดาว 159 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 24 พ.ย. 2548 (02:09)
เรื่องของภูมิคุ้มกันวิทยา หรือ Immunolugy ครับ ความจริงก็เกี่ยวข้องครับในเรื่องของสาร cytokine chemotactic Interleukin



แต่ถ้าจะเอาเรื่องหลักๆเลย



มันเกี่ยวข้องกับ receptor บนผิว cell ต่อไวรัสที่จะมี haemagglutinin กับ Neuraminidase ครับ ถ้าไม่ match ระหว่าง host cell กับ virus ก็จะไม่สามารถติดเชื้อได้



เหมือนไข้หวัดนกกับหวัดใหญ่ครับ ที่เราทราบๆกัน H5N1 นี่แหละครับที่เป็นตัวบ่งชี้



แต่บางครั้งการเกิด reassortment ของ virus อาจทำให้เกิด genetic shift หรือ drift ก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อข้าม host ร่วมกันได้ เหมือนที่เรากำลังกลัวว่าหวัดนกจะผสมกับหวัดใหญ่จนติดคนได้ และแพร่กระจายจากคนสู่คนได้นั่นเอง



ปกติแล้วไข้หวัดนกที่ติดคนจะไม่แพร่จากคนสู่คนต่อ เพราะว่าความ specific ของมัน (H5H1) ในเวลานี้มีความ specific ต่อนกมากกว่าคน แต่ต่อไปนี่ก็ไม่แน่...........
XAV (IP:58.10.39.137,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 24 พ.ย. 2548 (02:20)
ฉะนั้น เรื่องของ receptor binding specificity จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมไวรัสบางชนิด จึงติดเฉพาะสัตว์ หรือคน และทำลายเซลล์ของ organ หนึ่งๆ หรือจำเพาะต่อ cell บางชนิเท่านั้น



อย่างไข้หวัดเนี่ย เป้าหมายของมันทำให้เกิดการติดเชื้อที่ epithelium cell ของทางเดินหายใจส่วนต้น ดังนั้น จึงไม่เกิดการทำลาย epithelium ส่วนอื่น เช่น ช่องปาก mucous membrane เยื่อบุท่อไต เยื่อบุตา จะเห็นว่าไม่ใช่ target ของไข้หวัด วึ่งผลที่ตามมาคือทำให้เกิดการอักเสบและลอกหลุดจนเกิดอาการเจ็บคอ ส่วนการเกิดไข้นั้นเกิดจากการตอบสนองของร่างการจากการสื่อการอักเสบ เช่น COX2 ซึ่งเป็น Pyrogenic Substance และกระตุ่นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างการที่สมอง อาการไข้จึงไม่ได้เกิดจากไวรัสโดยตรง



อ้อ ลืมบอกไปว่าเวลาที่ไวรัสจะเข้าไปใน cell จะประกอบด้วย 5 ขั้นตอน จำไม่ได้แล้ว ซึ่งในตอนแรกมันจะต้องเกาะกับ receptor บนผิวของ target cell ที่ match กับ H-N ของมันเท่านั้น ก่อนที่จะ cleaved แตกเปลือกของมันออก ส่งแต่ DNA หรือ RNA ของมันเข้าไปแทรกตัวเข้าไปกับ DNA ของเรา โดยทิ้งเปลือกของมันซึ่งได้แก่ Neucleocapsid กับ envellope(มีหรือไม่มีก็ได้แล้วแต่ชนิด) เอาไว้นอก cell
XAV (IP:58.10.39.137,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 25 เม.ย. 2549 (15:47)
เก่งๆกันทั้งนั้นเลยนะ
นุ่น (IP:125.24.76.65,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 28 ก.ค. 2549 (19:53)
เก็บปัสสาะส่งตรวจเพื่อดูว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบดูค่าอะไร
pasra3@yahoo.com (IP:203.153.170.3,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 31 พ.ค. 2550 (19:38)
ถามค่ะ

ว่าเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง จะตายและผลิตขึ้นมาใหม่ตลอด ระยะเวาลามันมีกี่วันค่ะ

(ครูถามมา)
นิด littleyhuen@hotmail.com (IP:203.107.198.116)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 5 มิ.ย. 2550 (20:05)
ทำไมเขาจึงเอาเม็ดเลือดขาวตรวจ DNA บอกหน่อยคะ ครูถามมา
งุงงิง (IP:203.114.118.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 5 มิ.ย. 2550 (20:07)
ทำไมเขาจึงเอาเม็ดเลือดขาวมาตรวจหา DNA ช่วยตอบหน่อยค่ะครูถามมาค่ะ
ping_17.09@hotmail.com (IP:203.114.118.177)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 11 มิ.ย. 2550 (19:19)
เม็ดเลือดขาว



เม็ดเลือดขาวมีชื่อภาษาแพทย์ว่า ลูโคไซ้ท์ (Leukocyte) ซึ่งมีรากศัพท์คือ Leuko ซึ่งแปลว่า ขาว ร่างกายเรามีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด โดยมีเซลล์ต้นกำเนิดเดียวกันคือ Pluripotential Stem Cell จากนั้นก็จะเจริญต่อไปอีกหลายเซลล์จนแยกสายออกเป็น

1. เม็ดเลือดขาวชุด Granulocyes ซึ่งภายในไขกระดูกจะมีเม็ดเลือดขาวที่ค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นรุ่นเป็นประเภท โดยเซลล์อ่อนสุดคือ Myeloblast ซึ่งจะเจริญไปเป็น Promyelocyte Myelocyte Metamyelocyte Band form และ Segmented Form ตามลำดับ เซลล์เหล่านี้ปกติจะอยู่ในไขกระดูก จะมีแต่รุ่น Band และ Segmented Form ในกระแสโลหิต ถ้าหากมีเซลล์รุ่นอ่อนกว่านั้นปรากฏในกระแสโลหิตแล้วก็มักจะแสดงถึงภาวะผิดปกติ เช่น มีสิ่งกระตุ้นให้ตัวอ่อนออกมาในกระแสเลือดหรือมีการติดเชื้อ หรือเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว



เซลล์ตั้งแต่ในระบบนี้คือ นิวโตรฟิล (Neutrophil) มีหน้าที่ต่อสู้และทำลายเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบคทีเรีย ดังนั้นถ้ามีเม็ดเลือดขาวในระบบนี้น้อยเกินไปก็จะติดเชื้อง่าย ในทางตรงข้าม ถ้ามีมากไปก็แสดงถึงการติดเชื้อเฉียบพลัน เช่น ไส้ติ่งอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด การนับเม็ดเลือดจึงช่วยในการวินิจฉัย ส่วนอีโอซิโนฟิล (Eosinophil) จะมีมากกว่าปกติเวลามีพยาธิในร่างกายหรือในคนที่มีภูมิแพ้



2. เม็ดเลือดขาวชุด ลิมโฟซัยท์ (Lymphocyte) เซลล์อ่อนสุดในระบบนี้ คือ Lymphoblast ซึ่งจะเจริญไปเป็น Prolympholyte และ Lymphocyte ตามลำดับ เด็กๆ จะมีลิมโฟซัยมากกว่าผู้ใหญ่ ความผิดปกติของเซลล์ในระบบนี้จะพบได้เวลามีการติดเชื้อไวรัสบางชนิด มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟซัยท์ยังแบ่งออกเป็น

1. B-Lymphocyte

2. T-Lymphocyte

3. Null-cell (non-B, non-T Lymphocyte)

เซลล์ทั้งสามนี้ถ้าย้อมสีส่องจะดูเหมือนๆ กัน แต่สามารถแยกชนิดได้โดยวิธีการทางอิมมูโนวิทยา B-Lymphocyte จะมีหน้าที่สร้างภูมิต้านทาน เรียกว่า แอนติบอดี (Antibody) หรือ อิมมูโนโกลบูลิน (Immuno Globulin) ในกระบวนการตอบสนองที่เรียกว่า Humorol Immune response ในการกระตุ้นของแอนติเจนโดยมีเซลล์อื่นๆ ร่วมด้วยคือ T-Lymphocyte, Macrophage และสารที่หลั่งจากเซลล์เหล่านี้ เรียกว่า Lymphokines



เซลล์ Lymphocyte นอกจากจะมีส่วนร่วมในการกระตุ้น B-Lymphocyte ให้สร้างแอนติบอดีแล้ว ยังมีหน้าที่ในการตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดใช้เซลล์ (Cell-Meaiated Immune Resonse)



ส่วน Null cell หรือ Natural Killer Cell มีหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์มะเร็งโดยการหลั่งสารที่เรียกว่า NKCF (Natural Killer Cytotoxic Factor)



จะเห็นได้ว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟซัยท์ มีหน้าที่ต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่จึงแยกไปศึกษาในวิชาอิมมูโนวิทยา



3. เม็ดเลือดขาวชุด โมโนซัยท์ (Monocyte) เซลล์อ่อนสุดในระบบนี้คือ Monoblast ซึ่งจะเจริญเป็น Promonocyte และ Monocyte ตามลำดับ
nakun93@hotmail.com (IP:222.123.143.61)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 12 มิ.ย. 2550 (16:49)
[tex]0000000000000[/tex]
0000000 (IP:58.136.19.252)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 15 มิ.ย. 2550 (14:27)
i mean metaboric waste
Bboy alongZO (IP:61.90.249.38)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 15 มิ.ย. 2550 (21:10)
43614
เม็ดเลือดของหนูเอง



โปรดสังเกตดูว่ามีทั้งเม้ดเลือดขาว และแดง
นาตะวัน
ร่วมแบ่งปัน177 ครั้ง - ดาว 121 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 18 มิ.ย. 2550 (11:05)
เม็ดเลือดขาวใครคือคนสร้าง อายุกี่ปี เมื่อสลายใครคือคนทำลาย
บิ๊ก (IP:203.113.17.173)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 18 มิ.ย. 2550 (11:13)
เม็ดเลือดขาวมีชื่อภาษาแพทย์ว่า ลูโคไซ้ท์ (Leukocyte) ซึ่งมีรากศัพท์คือ Leuko ซึ่งแปลว่า ขาว ร่างกายเรามีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด โดยมีเซลล์ต้นกำเนิดเดียวกันคือ Pluripotential Stem Cell จากนั้นก็จะเจริญต่อไปอีกหลายเซลล์จนแยกสายออกเป็น

1. เม็ดเลือดขาวชุด Granulocyes ซึ่งภายในไขกระดูกจะมีเม็ดเลือดขาวที่ค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นรุ่นเป็นประเภท โดยเซลล์อ่อนสุดคือ Myeloblast ซึ่งจะเจริญไปเป็น Promyelocyte Myelocyte Metamyelocyte Band form และ Segmented Form ตามลำดับ เซลล์เหล่านี้ปกติจะอยู่ในไขกระดูก จะมีแต่รุ่น Band และ Segmented Form ในกระแสโลหิต ถ้าหากมีเซลล์รุ่นอ่อนกว่านั้นปรากฏในกระแสโลหิตแล้วก็มักจะแสดงถึงภาวะผิดปกติ เช่น มีสิ่งกระตุ้นให้ตัวอ่อนออกมาในกระแสเลือดหรือมีการติดเชื้อ หรือเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว



เซลล์ตั้งแต่ในระบบนี้คือ นิวโตรฟิล (Neutrophil) มีหน้าที่ต่อสู้และทำลายเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบคทีเรีย ดังนั้นถ้ามีเม็ดเลือดขาวในระบบนี้น้อยเกินไปก็จะติดเชื้อง่าย ในทางตรงข้าม ถ้ามีมากไปก็แสดงถึงการติดเชื้อเฉียบพลัน เช่น ไส้ติ่งอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด การนับเม็ดเลือดจึงช่วยในการวินิจฉัย ส่วนอีโอซิโนฟิล (Eosinophil) จะมีมากกว่าปกติเวลามีพยาธิในร่างกายหรือในคนที่มีภูมิแพ้



2. เม็ดเลือดขาวชุด ลิมโฟซัยท์ (Lymphocyte) เซลล์อ่อนสุดในระบบนี้ คือ Lymphoblast ซึ่งจะเจริญไปเป็น Prolympholyte และ Lymphocyte ตามลำดับ เด็กๆ จะมีลิมโฟซัยมากกว่าผู้ใหญ่ ความผิดปกติของเซลล์ในระบบนี้จะพบได้เวลามีการติดเชื้อไวรัสบางชนิด มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟซัยท์ยังแบ่งออกเป็น

1. B-Lymphocyte

2. T-Lymphocyte

3. Null-cell (non-B, non-T Lymphocyte)

เซลล์ทั้งสามนี้ถ้าย้อมสีส่องจะดูเหมือนๆ กัน แต่สามารถแยกชนิดได้โดยวิธีการทางอิมมูโนวิทยา B-Lymphocyte จะมีหน้าที่สร้างภูมิต้านทาน เรียกว่า แอนติบอดี (Antibody) หรือ อิมมูโนโกลบูลิน (Immuno Globulin) ในกระบวนการตอบสนองที่เรียกว่า Humorol Immune response ในการกระตุ้นของแอนติเจนโดยมีเซลล์อื่นๆ ร่วมด้วยคือ T-Lymphocyte, Macrophage และสารที่หลั่งจากเซลล์เหล่านี้ เรียกว่า Lymphokines



เซลล์ Lymphocyte นอกจากจะมีส่วนร่วมในการกระตุ้น B-Lymphocyte ให้สร้างแอนติบอดีแล้ว ยังมีหน้าที่ในการตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดใช้เซลล์ (Cell-Meaiated Immune Resonse)



ส่วน Null cell หรือ Natural Killer Cell มีหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์มะเร็งโดยการหลั่งสารที่เรียกว่า NKCF (Natural Killer Cytotoxic Factor)



จะเห็นได้ว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟซัยท์ มีหน้าที่ต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่จึงแยกไปศึกษาในวิชาอิมมูโนวิทยา



3. เม็ดเลือดขาวชุด โมโนซัยท์ (Monocyte) เซลล์อ่อนสุดในระบบนี้คือ Monoblast ซึ่งจะเจริญเป็น Promonocyte และ Monocyte ตามลำดับ

ฉะนั้น เรื่องของ receptor binding specificity จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมไวรัสบางชนิด จึงติดเฉพาะสัตว์ หรือคน และทำลายเซลล์ของ organ หนึ่งๆ หรือจำเพาะต่อ cell บางชนิเท่านั้น



อย่างไข้หวัดเนี่ย เป้าหมายของมันทำให้เกิดการติดเชื้อที่ epithelium cell ของทางเดินหายใจส่วนต้น ดังนั้น จึงไม่เกิดการทำลาย epithelium ส่วนอื่น เช่น ช่องปาก mucous membrane เยื่อบุท่อไต เยื่อบุตา จะเห็นว่าไม่ใช่ target ของไข้หวัด วึ่งผลที่ตามมาคือทำให้เกิดการอักเสบและลอกหลุดจนเกิดอาการเจ็บคอ ส่วนการเกิดไข้นั้นเกิดจากการตอบสนองของร่างการจากการสื่อการอักเสบ เช่น COX2 ซึ่งเป็น Pyrogenic Substance และกระตุ่นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างการที่สมอง อาการไข้จึงไม่ได้เกิดจากไวรัสโดยตรง



อ้อ ลืมบอกไปว่าเวลาที่ไวรัสจะเข้าไปใน cell จะประกอบด้วย 5 ขั้นตอน จำไม่ได้แล้ว ซึ่งในตอนแรกมันจะต้องเกาะกับ receptor บนผิวของ target cell ที่ match กับ H-N ของมันเท่านั้น ก่อนที่จะ cleaved แตกเปลือกของมันออก ส่งแต่ DNA หรือ RNA ของมันเข้าไปแทรกตัวเข้าไปกับ DNA ของเรา โดยทิ้งเปลือกของมันซึ่งได้แก่ Neucleocapsid กับ envellope(มีหรือไม่มีก็ได้แล้วแต่ชนิด) เอาไว้นอก cell
zen_35620@hotmail.com (IP:125.27.234.212)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 17 ก.ย. 2550 (15:06)
WBC
parakon1010@hotmail.com (IP:125.26.114.168)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 19 ก.ย. 2550 (11:39)
red blood cell piptte .คืออะไรช่วยอธิบายให้เช่นเจนหน่อนนะค่ะ
นานา (IP:61.19.228.246)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 1 ต.ค. 2550 (08:31)
ถ้าผลตรวจเลือดบอกว่ามีเม็ดเลือดขาวสูงเเต่ยังไม่สูงมากเเละยังอยู่ในระดับเกณฑ์ ที่ปกติ เเละก็ผลตรวจเม็ดเลือดเเดงถึอว่าปกติ ในกรณีนี้มีผลเสี่ยงต่อการติดเชื้อร้ายเเรงหรือไม่ ขอบคุณค่ะ
dok (IP:124.46.238.212)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 18 พ.ย. 2550 (17:16)
ขอชื่นชมว่า ดีมากมากเลยค่ะ
sskite.95 (IP:61.7.171.63)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 2 เม.ย. 2551 (17:57)
<P><FONT size=4>อยากทราบว่า ถ้าเม็ดเลือดขาวในร่างกายมีน้อย</FONT></P>

<P><FONT size=4>มันจะสามารถสร้างขึ้นมาได้ไหม/ด้วยวิธีไหน</FONT></P>

<P><FONT size=4>ขอบคุณครับ ถ้าจะกรุณาตอบกลับ</FONT></P>

<P><FONT size=4></FONT>&nbsp;</P>
nengneda@hotmail.com (IP:58.9.193.115)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 2 เม.ย. 2551 (19:39)
<P>คคห 13 : ใส่ติ่งอักเสบมักจะมาด็วยเรื่องปวดท้อง ซึ่ง ปวดท้องนี่คิดถึงได้หลายโรคคับ ถ้าส่งตรวจปัสสาวะด้วย แพทย์คงอยากดูว่ามีเรื่องของ&nbsp;การติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะด้วยรึป่าวเพราะมันมาด้วยอาการปวดท้องได้เหมือนกัน</P>

<P>คคห. 15 : ในเม็ดเลือดแดงมันไม่มีนิวเคลียสคับ</P>

<P>คคห. 26 : การตรวจCBC บอกไม่ได้ว่าติดเชื้ออะไร บอกได้แต่ติดเชื้อกลุ่มไหน แบคทีเรีย หรือไวรัสเท่านั้นเองคับ</P>

<P>แต่เรื่องอายุของเม็ดเลือดขาวผมก้ไม่รุเหมือนกันคับ</P>
mistmage2003@yahoo.com (IP:125.26.173.171)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 2 เม.ย. 2551 (20:03)
84233
ภาพเม็ดเลือดขาว
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 4 เม.ย. 2551 (15:04)

ตอบrep 29 เม็ดเลือดขาวแต่ละชนิดมีอายุไม่เท่ากันค่ะ บางอันก็ 2-4 วัน  แต่ส่วนใหญ่จาอายุน้อยๆ



ตอบ rep 28 เม็ดเลือดขาวสร้างใหม่ได้ค่ะ สร้างได้ที่ไขกระดูก ขอยกตัวอย่างพวก aggranule นะคะ เช่น T-lymphocyte สร้างที่ไขระดูกแต่ไปโตที่Thymus จะเห็ได้ว่า เม็ดเลือดขาวจะทำงานสัมพันธ์กับระบบน้ำเหลือง  


'๑'((*-*))P-A-N-G((*-*))'๑'
ร่วมแบ่งปัน23 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 4 เม.ย. 2551 (15:11)

ไวรัสบางชนิดก็เข้าเม็ดเลือดแดงนะคะ เช่น มาลาเรีย  (Plasmodium) ที่ใช้เม็ดเลือดแดงของคน และยุงก้นปล่อง เป็นhost พอเข้ามาในคนก็จะมาโตแล้วก็ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก เลยอันตราย แต่ละชนิดใช้เวลาโตไม่เท่ากัน ในประเทศก็มี species Vivax กะ Falciparum ที่เค้าว่าเป็นไข้ ๒๔ ชม. มั่ง ๔๘ ชม. มั่ง


'๑'((*-*))P-A-N-G((*-*))'๑'
ร่วมแบ่งปัน23 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 15 เม.ย. 2551 (23:11)
ขอแก้ด้านบนนะครับเชื้อ Plasmodium จัดเป็น parasite ครับไม่ใช่ไวรัส
seifer30@hotmail.com
ร่วมแบ่งปัน218 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 23 เม.ย. 2551 (17:18)
<P>ถ้าผลตรวจร่างกายออกมาปรากฎว่าเม็ดเลือดขาวน้อย</P>

<P>อยากทราบว่าสาเหตุมาจากอะไรคะ เพราะเมื่อก่อนก็ไม่น้อย</P>

<P>แล้วจะมีผลต่อร่างกายอย่างไร</P>

<P>และควรปฏิบัติตัวอย่างไรคะ</P>

<P>ขอบคุณค่ะ</P>
monticha_yu@hotmail.com (IP:203.155.120.93)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 27 เม.ย. 2551 (20:02)

มีหลายสาเหตุมากครับที่จะทำให้มีปริมาณเม็ดเลือดขาวน้อยลง



แต่เมื่อคนเรามีปริมาณเม็ดเลือดขาวน้อยลงจะส่งผลให้ร่างกายมีภาวะภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงด้วยเช่นกันครับ



ควรที่จะมีการพักผ่อนให้เพียงพอรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนออกกำลังกายให้สมำเสมอและไม่ควรเครียดกับสิ่งต่างๆมากจนเกินไปครับเพราะที่กล่าวมาด้านบนนี้มีส่วนจำเป็นต่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงครับ


seifer30@hotmail.com
ร่วมแบ่งปัน218 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 2 พ.ค. 2551 (23:15)
- เ็ม็ดเลือดขาวสูง 13.90 (4.00-10.00)

- เม็ดเลือดแดง 17.60 (9.0-15.0)

- เกล็ดเลือด 95 (140-440)



** ช่วยอธิบายหน่อยหมายความว่าอย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ควรทำอย่างไร





ขอบคุณค่ะ
meo1295@yahoo.com (IP:118.173.76.61)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 17 พ.ค. 2551 (19:16)
ทะมัยเม๊ดเลือดเเดงถึงไม่มีนิวเคลียสอ่ะสงสัยจิงๆ
ปอน (IP:61.7.132.17)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 8 มิ.ย. 2551 (17:58)
<P>เป็นไข้เพิ่งลด แต่ยังเจ็บคอและเพลียๆ วันนี้ไปตรวจมา เจาะเลือดด้วยเพราะกลัวไข้เลือดออก แต่ผลปรากฏว่า มีเม็ดเลือดขาวแค่3.4เองค่ะ เป็นไรมากมั๊ยเนี่ย</P>

<P>แต่หมอพูดไม่ดีเลย ยิ่งกังวลเข้าไปใหญ่ หมอบอกดิฉันว่ามีเม็ดเลือดขาวน้อยเหมือนคนเป็นHIV พอดิฉันถามว่าจะเป็นได้อย่างไร หมอตอบว่าไม่รู้สิครับ แต่เด็กอายุ13ยังเป็นได้เลยนะ หมอเคยเจอ แล้วก็ถามถึงความเสี่ยงอื่นๆอีก เหมือนจะให้ดิฉันเป็นผู้ป่วยHIVให้ได้เลยค่ะ&nbsp; </P>

<P>เป็นไปได้ไหมคะที่จะเกิดจากการที่ดิฉันเป็นไข้ แล้วก็เครียดเรื่องวิทยานิพนธ์ รวมทั้งทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ...&nbsp;&nbsp; ผู้รู้ตอบหน่อยค่า ขอคำตอบและกำลังใจด้วยค่ะ แค่วิทยานิพนธ์กะอาการไม่สบายดิฉันก็จะแย่แล้ว ยังมาเจอคำพูดบั่นทอนแบบนี้อีก เฮ้อ...</P>
Ay / piraya_v@hotmail.com (IP:124.121.205.208)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 9 มิ.ย. 2551 (00:19)

คิดว่าเป็นไปได้นะครับเนื่องจากการพักผ่อนให้เพียงพอนั้นส่งผลต่อระบบูมิคุ้มกันค่อนข้างมากครับ  อาการเครียดก็เช่นเดียวกันครับจะมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันนั้นอ่อนแอลงซึ่งส่งผลให้ป่วยและติดเชื้อได้ค่อนข้างง่ายครับซึ่งอาจเป็นสาเหตุของเม็เลือดขาวลดลงทางที่ดีไม่ควรเครียดจนเกินไป  พักผ่อนให้เพียงพอ  และออกกำลังกายครับ



อยากหมอที่ไหนครับเนี่ยจริงๆแล้วหมอไม่ควรพูดให้คนไข้กังวลเพราะจะทำให้อาการแย่ลงได้ครับ


seifer30@hotmail.com
ร่วมแบ่งปัน218 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 21 มิ.ย. 2551 (20:19)
<P>ระยะเวลาเท่าไรที่เป็นการรักษาช้าไป</P>

<P>แล้วศูนย์การรักษามะเร็งเม็ดเลือดที่ดีที่สุดอยู่ที่ไหน</P>

<P>ตอบเร็วหน่อยน่ะค่ะ</P>

<P>หนูอยากทราบมาก</P>

<P>มันเป็นผลต่อคนที่หนูรักมากที่สุดในชีวิต</P>

<P>ถึงมันจะแพงมากเท่าไรแต่ถ้ามันสามารถ</P>

<P>รักษาแม่หนูได้</P>

<P>ไม่ว่าแลกด้วยชีวิตหนูหนูก็ยอม</P>

<P>&nbsp;</P>
mam-naruk@hotmail.com (IP:202.28.69.167)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 27 มิ.ย. 2551 (13:55)

ได้รับคีโมแล้วเม็ดเลือดลดลงเหลือ 4400 ต้องรออีก 1 สัปดาห์ จะไปเจาะเลือดใหม่  ควรทานอะไรดีค่ะจะได้เพิ่มเลือด ด่วนจี๋


boum_radar@hotmail.com (IP:118.172.105.80)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 6 ก.ค. 2551 (21:41)

เคย รับคีโม เหมือนกัน    ทาน ตับ  ไข่   ผัก  ผลไม้  วิตามิน เสริม  ค่ะ    ขอให้ โชคดี นะคะ  เป็นกำลังใจ ให้ ค่ะ  


noina289@hotmail.com (IP:118.173.106.142)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 16 ส.ค. 2551 (10:57)
การที่เราตรวจ CBC แล้วพบว่ามีจำนวน WBC มากกว่าค่าปกติ



หมายความว่าอย่างไรคะ
pooh2508@gmail.com (IP:61.19.66.101)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 4 ต.ค. 2551 (12:04)
ไปตรวจสุขภาพมาผลปรากฏว่าเม็ดเลือดขาวสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย และเม็ดเลือดแดงขนาดเล็กกว่าเกณฑ์เฉลี่ย อยากทราบว่าหมายความว่าอย่างไรค่ะ และเราต้องทำอย่างไรต่อไป และจะเป็นโรคร้ายแรงต่อไปในอนาคตหรือไม่ รบกวนตอบคำถามให้บ้างนะคะ กลุ้มใจมาก ขอบคุณค่ะ
namijak-sin@hotmail.com (IP:203.172.105.199)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 12 พ.ย. 2551 (13:35)

ไปตรวจสุขภาพมา ผลปรากฎว่า
������ - เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กกว่าปกติ
������ - เม็ดเลือดขาวน้อยกว่าปกติ

อยากทราบค่ะว่า เกิดจากสาเหตุอะไร มีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง และมีวิธีแก้ไขบ้างไหมคะ

���������������������������������������������������� ขอบพระคุณมา� ณ� ที่นี้ค่ะ



suttirark@hotmail.com (IP:124.120.238.196)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 8 ธ.ค. 2551 (16:59)

อยากทราบว่า หากเม็ดเลือดแดง มีขนาดเล็กกว่าปกติ
จะส่งผลกระทบ ต่อร่างกายอย่างไร และควรปฏิบัติตัว
อย่างไร ถึงจะทำให้กลับมาเป็นปกติ

                                        ขอบคุณครับ


na-r-s@hotmail.com (IP:203.146.6.86)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 22 ธ.ค. 2551 (20:39)

อยากทราบว่าเม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กกว่าปรกติ  และ เม็ดเลือดขาว
ชนิด Eosinophil มีมากผิดปรกติ(7.9%) ไม่ทราบว่าจะเป็นอะไรหรือ
เปล่า และต้องปฏิบัติตัวอย่างไรค่ะ
               ขอบคุณค่ะ


valinlada_02@hotmail.com (IP:124.122.131.226)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 7 ม.ค. 2552 (14:39)

 ผลตรวจสุขภาพ  WBC  14,300  จากค่าปกติ  4,000-12,000 และค่า Eosinophil  21%  จะต้องปกิบัติตัวอย่างไรคะ ควรรออีก 3 เดือนไปเจาะ
เลือดอีกครั้ง หรือไปเจาะใหม่เลยที่อื่น. 


teerada_att@hotmail.com (IP:122.0.3.215)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 12 ม.ค. 2552 (18:50)

ีเม็ดเลือดแดงน้อยมีผลอย่างไรต่อร่างกาย


ขอบคุณค่ะ


Kanokwan@loop.de (IP:78.54.8.142)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 18 ก.พ. 2552 (10:18)

ช่วยด้วยคร๊าบ ผลการตรวจเลือด ค่าwbc ตรวจได้ 11.10 ค่าปกติ 4.3-10.0 ผมจะเป็นไรไหมครับช่วยอธิบายหน่อยครับ ขอร้องกังวลมากเลยตอนนี้


foryounaja@hotmail.com (IP:125.24.160.163)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 15 พ.ค. 2552 (23:00)

ไปหาหมอมาตรวจพบว่ามีเม็ดเลือดขาวมากกว่าเม็ดเลือดแดง�� และไม่ค่อยมีแรง


จะต้องรักษาอย่างไรครับ�


noi (IP:119.31.9.18)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 28 ส.ค. 2552 (13:14)

จำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอสิโนฟิล(EOS).ของผมเท่ากับ 0.256 คับ
อยากทราบว่าดี-ไม่ดียังไงคับ..แล้วต้องทำไงบ้างคับ.งง...คุณหมอช่วยทีคับ
...ขอบคุณคับ...


duanyai10@yahoo.co.th (IP:202.60.203.84)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 22 ก.ย. 2552 (15:38)
ไปเจาะเลือดมาค่ะ เม็ดเลือดขาวสูงถึง 20 อยากทราบว่า เราจะเป็นโรคอะไรคะ ตอนนี้กลุ้มใจมาก เพราะว่าหมอยังวินิจฉัยไม่ได้ ต้องรอพบหมอเฉพาะ ระหว่างที่จะต้องรอพอหมอ ตอนนี้เป็นกังวลใจเป็นที่สุด ถ้าใครพอทราบ ช่วยตอบหน่อยค่ะ
nong242@hotmail.com (IP:124.120.104.23)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 22 ก.ย. 2552 (19:04)

คห.ที่ ๖๔ ตอบไม่ได้จริงๆครับ อย่างมากก็ได้แค่เดา ว่าอาจเป็นโน่นเป็นนี่ ไม่มีประโยชน์กับคุณเลย ต้องใจเย็นหน่อยรอพบหมอฌแพาะโรคเลือด หวังว่าคงไม่ต้องรอนาน


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5737 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 29 ก.ย. 2552 (17:41)
ผลการตรวจร่างกายประจำปี ปรากฎว่ามี Eosinophile สูงกว่าเกณฑ์ (1.0-8.0) ของผม 19.4 เป็นอันตรายไหมคับร้อนใจคับ อยากทราบคืออะไร และสาเหตุที่เกินเกิดจากอะไรคับ
jasuchat@hotmail.com (IP:117.47.116.128)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 30 ก.ย. 2552 (08:23)

สภาพที่เม็ดเลือด eosinophile สูงกว่าปกติ (eosinophilia) มีสาเหตุมากมายตั้งแต่แพ้ฝุ่นละออง เชื้อรา เกษรดอกไม้ แพ้ยา หรือ มีพยาธิ์พวกปาราสิต รวมทั้งหิต ด้วย อาจเกิดจากโรคผิวหนังบางอย่าง โรคเลือด ฯลฯ ตั้งแต่ไม่สำคัญจนสำคัญมาก ไม่มีทางเดาได้ครับ ควรจะไปหาหมอให้วินิจฉัยให้แน่


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5737 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 15 ธ.ค. 2552 (01:08)
หมอบอกว่าพี่สาวมีเม็ดเลือดแดงสูงกว่าเม็ดเลือดขาวค่ะ

แล้วมีวิธีการรักษาอย่างไรค่ะ

และต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมั้ยค่ะ

ตอบด้วยนะคะ

อยากรู้มากกก
small_pik113@hotmail.com (IP:180.183.33.218)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 20 มิ.ย. 2553 (19:53)
เม็ดขาวมากกว่าเม็ดเลือดแดง ควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร รวมไปถึงเรื่องของอาหารด้วย
กรุณาตอบด้วยนะค่ะ
อยากรู้มาก
ขอบคุณนะค่ะ
oo_wachree@hotmail.com (IP:114.128.251.41)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 2 ส.ค. 2553 (13:44)
eosinophilได้ 7 แล้วlymph ได้43 monoไม่มีเลยจะเป็นอะไรหรือเปล่าครับ wbc4700 น้อยไปหรือเปล่าอธิบายให้ฟังบางครับ แล้วต้องดุแล้วร่งกายอย่างไรครับ
oxx139@hotmail.com (IP:117.47.162.102)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 17 พ.ย. 2553 (11:00)
อยากทราบสาเหตุ และการป้องกัน รักษาเม็ดเลือดขาวน้อยกว่าเม็ดเลือดแดง ค่ะ ขอบคุณค่ะ
bam_bam103@hotmail.com (IP:125.25.99.218)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 15 ก.ย. 2554 (18:47)
มีไข้สูง คลื่นไส้อาเจียนมา 4 วัน
ผลLab. พบ Hb.&Hct. ต่ำ WBC Count ปกติ Plt.ต่ำ

กลับบ้านมามีอาการปวดท้องร่วมกับหายใจหอบถี่ จึงไป รพ. อีก
ตรวจร่างกายพบ
Hb%Hct ปกติ
WBC count และ Plt ต่ำ

เป็นโรคอะไรได้บ้างคับ
123456 (IP:1.47.226.27)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม