วิชาการดอทคอม ptt logo

มาต่อเรื่องของ"การแจกลูก"ให้จบ

คราวที่แล้วผมเขียนลงวิชาการไป ๓ ตอน แต่คลิกเข้าดูพบเพียง ๒ ตอน เนื่องจากว่าผมชราแล้ว และไม่มีความรู้เกี่ยวกับคอมฯและเน็ท ก็เลยไปไม่เป็น ผมไม่รู้จะทำอย่างไร พอดีเปิดหน้าแรกของอินเทอร์เน็ทเป็น"กูเกิ้ล"สำหรับค้นหาเว็บ แล้วก็ทึกทักเอาว่า ตัวเรานี้จะดังหรือเปล
ผู้เขียน: vanchana ชมแล้ว: 61,175 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 20 June 2008, 5:23 am ปรับปรุงล่าสุด: Sat 13 March 2010, 9:30 am
อยู่ในส่วน: ไม่ได้ระบุว่าให้อยู่ห้องใด

หน้าที่ 1 - การแจกลูกที่อ่านมาจาก...เป็นความเห็นที่ผิดนะ ตามความคิดของผม
หน้านี้ต้องการความช่วยเหลือในการแก้ไข ช่วยแก้ไขได้ที่นี่

ผมคงไม่เก่งคณิตศาสตร์ทั้งที่เรียนสายวิทย์ ผมตกเลขครับ เมื่อคราวที่แล้วอ้างตัวเลขอายุของ"จินดามณี"โดยรวมอายุของราชธานีศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองถึงยุคเสียกรุงครั้งที่ ๒ เป็น ๔๑๗ ปีเข้าไปด้วย   ซึ่งใช้สำนวนท่านนายกสมัคร สุนทรเวช ต้องใช้ว่า มันเกินกว่าเหตุ ครับเกินไปจริงๆ เพราะ"จินดามณี"มีในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มันก็มาค่อนปลายของประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแล้ว เพราะฉะนั้นท่านก็ไป หักลบกลบกันให้มันลงตัว ตรงกับคำขออภัยของผมอีกสักครั้งก็แล้วกัน ที่ผมเขียนไว้เป็นทำนองว่า "เหตุเพราะหนังสือสอนอ่านภาษาไทยเบื้องต้นทำร้ายเด็กไทยให้ไปทำลายสังคมของคนไทยเมื่อเติบใหญ่ด้วยตัวของเขาเอง"ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หรือเรื่องปกติธรรมดาเสียแล้ว เพราะนอกจากผมแสดงความคิดเห็นไว้ในหลายที่ว่าการสอนผิดแบบ ซึ่งโบราณาจารย์ได้วางเป็นกฎเกณฑ์ไว้ ทำให้กระบวนการมันบิดเบือนไป จึงไม่เกิดผลอย่างหนึ่งแล้ว แต่มันอาจจะเกิดเป็นผลอีกอย่างหนึ่งก็ได้ซึ่งในทางการแพทย์เรียกผลข้างเคียง
ท่านเจ้าพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์( ประยุทธ ปยุตโต)ท่านยังว่าความมุ่งดี แต่ถ้ารู้เหตุและปัจจัยเกี่ยวกับเรื่องนั้นไม่เพียงพอ การทำไปบางทีอาจก่อให้เกิดอันตรายใหญ่หลวงได้ ท่านว่าทำนองนี้ซึ่งผมยกขึ้นมาคงไม่ตรงทุกคำ
และผมขอเพิ่มอีกนิดตามประสาคนสู่รู้ว่า
นอกจากเหตุปัจจัยแล้วยังต้องใช้บริขารเป็นตัวช่วยอีกหน่อย
ผมเพิ่มเติมคำนี้เข้ามาก็เพื่อยืนยันว่าคำกล่าวที่พูดกัน"สอนหนังสือสังฆราช"แบบศรีทนญชัยนั้น
นอกจะเป็นจริงอย่างหนึ่ง ก็ยังเป็นความจริงอีกอย่างหนึ่งได้เหมือนกัน ก็เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน
อย่างที่คนชอบกลชอบพูดกันน่ะครับ
ดังนั้นการสันนิษฐานเรื่องพิษภัยของสังคมอันเกิดจากการสอนอ่านหนังสือไทยอย่างผิดวิธี ก็ย่อมเกิดขึ้นได้
หรือมันจะเป็นไปตามคำสาปแช่งของครูบาอาจารย์สมัยก่อน ซึ่งมีดังนี้ครับ

บทใดสอนโลกไว้        เป็นฉบับ

อรรถแห่งครูอันลับ    บอกแจ้ง

บ่กลัวบ่เกรงกลับ        สบประมาท  ครูนา

ตายตกนรกไปแย้ง      ต่อด้วยยมบาล

นอกเหนืออื่นใด เมื่อยุคที่มีการปฏิรูปการศึกษาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งมีสมัญญานามว่า"เพชรประดับมงกุฏของรัชกาลที่ ๕" ทรงทำหนังสือกราบบังคมทูลรายงานการศึกษาถวายแด่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕มีความตอนหนึ่งว่า"...รัฐบาลมีอำนาจที่จะตกแต่งวิไสยใจคอพลเมืองได้ด้วยการแต่งหนังสือสอนเด็กนักเรียน..."หนังสือนี้ลงวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๔๙
ทีนี้เรามาดูย้อนหลังกลับไปสมัยก่อนหน้านั้นและสมัยไล่ๆกันนั้น หนังสือที่จัดพิมพ์โดยกระทรวงธรรมการก็ดี หนังสือที่พิมพ์โดยกระทรวงศึกษาธิการก็ตามดี ล้วนเป็นหนังสือที่ดีงามทุกเรื่อง 
แต่เมื่อประสิทธิผลที่สังคมไทยได้รับจากการจัดการเรียนการสอนของหน่วยงานของรัฐบาลก็ดี หรือนักเรียนที่สำเร็จจากการศึกษาจากสำนักเรียนของเอกชนก็ดี แต่ผลลัพธ์ออกมาทำไมจึงไม่ดี ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของคนส่วนใหญ่ในสังคมต้องการกัน ก็มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนน่ะแหละ
คือเบี่ยงเบนไปจากความต้องการของสังคมคนดี นี่มันเกิดอะไรขึ้น
ท่านสาธุชนคนดีทุกท่าน ท่านไม่คิดแสวงหาคำตอบกันหรอกหรือ แต่ผมว่าน่าจะมาจากการสอนผิดวิธีที่ผมว่าจริงๆมากกว่า
มีคำกล่าวว่าอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และควรทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
บังเอิญผมอ่าน จดหมายเหตุรายวันของสมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดี เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ที่ มสธ.นำมาพิมพ์ในโครงการอนุรักษ์...ผมใคร่ขออัญเชิญมาถ่ายทอดให้ได้พิจารณากัน
ว่ามีความในพระทัยอะไรบ้างซึ่งพอจะเป็นอนุสาสนีย์สำหรับอนุชนรุ่นหลัง พระองค์ท่านได้รับสมุดสำหรับจดบันทึกจากสมเด็จพ่อ(รัชกาลที่ ๕)เป็นของขวัญเมื่ออายุได้ ๕ ชันษา วานป้าโสม(พระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๔ พระองค์เจ้าโสมาวดี กรมหลวงสมรรัตน์สิริเชษฐ์)จดบันทึกให้ตามคำบอก พอเขียนได้เอง เมื่ออายุ ๘ ขวบก็ทรงบันทึกเรื่อยมา วันเสาร์ที่ ๓๐ มิ.ย. ๒๔๒๖เขียนว่า"วันนี้เราขี้เกียจอ่านหนังสือ เตือนให้เราอ่าน เราร้องไห้สองหน เราอ่านเล็กน้อย กลับมายายอินล้อเรา เราชกยายอิน.....(ท้าวอินสุริยา อาบ ชูโต)วันเสาร์ที่ ๗ ก.ค. ๒๔๒๖เราอ่านหนังสือสะกดอักษรต่ำไม่หมด เพราะเราขี้เกียจ....วันเสาร์ที่ ๔ ส.ค.๒๔๒๖ เราตื่นโมงเศษ เรากินข้าวแล้วอ่านหนังสือ เราขี้เกียจเต็มที เราอ่านน้อย ป้าโสมเตือนให้เราอ่าน เราร้องไห้....(เจ้าฟ้าพระองค์นี้ประสูติ ๒๑ มิ.ย.๒๔๒๑ เรียนหนังสือไทยในวังกับพระอาจารย์น้อย อาจารยางกูรผู้แต่งมูลบทบรรพกิจ  ขณะที่ยังทรงรุ่นพระเยาว์พระองค์ท่านโปรดปราน ม.จ.เสรษฐสิริ กฤดากร มาก ม.จ.องค์นี้ต่อมาทรงเป็นเจ้ากรมช่างแสงทหารบกคนแรกของไทยซึ่งมีเจ้าคุณพ่อของผมเป็นผู้ช่วยจึงขอบันทึกไว้ สมเด็จเจ้าฟ้าทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็นมกุฏราชกุมาร พระองค์แรกของไทย แต่ก็สิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา)
จากการอ่านจดหมายเหตุทำให้ทราบว่า มีการอ่านหนังสือไทยแบบสะกดตัว อย่างหนึ่ง กับอีกอย่างหนึ่ง การสอนผิดวิธีทำให้การอ่านหนังสือเป็นของยากสำหรับเด็กไทยไปเสียแล้ว  และพระองค์ท่านน่าจะเกิดความเครียดขึ้นด้วย และฮอรโมนคอร์ติซอลคงจะถูกกระตุ้นให้หลั่งออกมาอย่างมากด้วย
ก็ตามการค้นพบในปัจจุบันของนักวิทยาศาสตร์น่ะครับ
เพราะฉะนั้นจากคำกล่าวที่ว่า "อย่าหนึ่ง ควรอีกหนึ่ง"ซึ่งผมได้กล่าวถึงเมื่อตอนก่อน
ก็คงได้เกิดขึ้นจริงแล้ว ด้วยเหมือนกัน 
หรือเป็นเพราะว่า พฤติกรรมเบี่ยงเบนของบุคคลที่เกิดขึ้น จะเป็นอีกนัยหนึ่งของการเรียนรู้ภาษาไทย จากการอ่านหนังสือไทย จึงไม่เหมือนกับการ"ฟัง"การพูดภาษาไทย และทำให้เกิดปรากฏการณ์อย่างใหม่ทางภาษา นั่นคือภาษาที่จะได้รับจากการ"อ่าน"ตัวหนังสือนั้น ต้องเป็นผลมาจากการใช้วิธีพิเศษ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามปกติวิสัยของมนุษย์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดการรับรู้ภาษาได้ หลังจากที่เคยได้รับจากการ"ฟัง"มันจึงต่างกัน นั่นคือ การรับรู้ภาษาจากการอ่านหนังสือด้วยความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งลึกซึ้งโดยตนเองนั้น นักเรียนก็จำเป็นจะต้องมีแรงกระตุ้นจากความต้องการที่จะได้รับคำตอบที่ถูกต้องเป็นสำคัญ หรือมิฉะนั้นก็เป็นความต้องการจะเสริมความนับถือตนเองให้มีคุณค่าสูงมากขึ้น(Approach)มากกว่าคนอื่น ซึ่งถ้าบุคคลใดไม่มีแรงกระตุ้น ดังกล่าว บุคคลนั้นก็จะบังเกิดความท้อถอย แล้วผลสัมฤทธิก็จะไม่บังเกิดขึ้น หรือถ้าบังเอิญมีเกิดขึ้นได้บ้าง คุณค่าก็อาจแตกต่างกัน ซึ่งแสดงว่านี่เป็นการแผ่อิทธิพลเข้ามาของเทคโนโลยีชนิดแรก และการที่มีผู้พยายามนำเข้ามาให้ใช้กันสำหรับการเรียนรู้ของมนุษย์ของชาติต่างๆ ก็โดยหวังจะให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลแก่การบังคับบัญชาแก่ผู้อยู่ในปกครองของผู้มีอำนาจ แต่ถ้าหากว่ามนุษย์เข้าใจไม่เท่าทันมัน อันตรายที่เกิดแก่มนุษย์ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้พ้นแน่
ดังนั้นจึงควรมีการหาวิธีการต่างๆ เพื่อนำผู้เรียนให้เข้าสู่บทเรียนที่ดียิ่ง มาเสริม ผมค้นพบวิธีการที่ว่านี้แล้ว และเขียนไว้ที่บล็อก http://kamalvichitsarasatra.blogspot.com
ก่อนจบข้อความนี้ ผมขอเสนอแนะว่า กระทรวงศึกษาธิการสมควรทบทวนการใช้หนังสือเรียนสอนอ่านหนังสือภาษาไทยเบื้องต้น ที่กำลังใช้อยู่กันใหม่ คือมีสองทางเลือก ๑. โดยหันกลับไปหาตำราเก่าซึ่งถูกต้องแล้ว เช่น มูลบทบรรพกิจ เมื่อนำกลับมาให้เด็กใช้ใหม่ สังคมไทยอาจจะดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ก็ได้
แม้กระทั่งหม่อมศรีพรหมา กฤดากร หม่อมของมจ.สิทธิพร กฤดากร ท่านยังขอร้องกระทรวงศึกษาธิการว่า อย่าทิ้งมูลบทบรรพกิจควรนำกลับมาสอนนักเรียนกันใหม่(ผมผู้เขียนชื่นชมสุภาพสตรีท่านนี้มากท่านผู้ชมเว็บลองหาอ่านอัตชีวประวัติของหม่อมศรีพรหมากันบ้างครับท่านยอดหญิงจริงๆสมกับที่พระพุทธเจ้าหลวงทรงเคยโปรด) หรือ ๒.ให้พิจารณาแบบสอนการอ่านหนังสือไทยเบื้องต้นสำหรับผู้ไม่รู้หนังสือไทยมาก่อนเลย ซึ่งผมนายกมล วิชิตสรสาตร์ เป็นผู้แต่ง หากได้มีการนำมาสอนเด็กไทย และเด็กอื่นที่ไม่รู้หนังสือไทยมาก่อน จะทำให้สังคมไทยย้อนกลับไปสู่สังคมปกติสุข เหมือนเมื่อคราวบ้านเมือง มีข้าวดี ปลาดี อย่างแต่ก่อน (อาจมีผู้สงสัยว่า ปลาดี จะเกี่ยวข้องอะไรด้วย วงการแพทย์สมัยปัจจุบันวิจัยว่า ถ้าคนเราบริโภคปลา จะทำให้ อีคิว ไอคิว ของผู้บริโภคดีมากๆ)
ผมว่าจะลงความเห็นว่าความเห็นของอาจารย์พูนสุข บุณย์สวัสดิ์
เป็นความเห็นที่ผิดอย่างไร
เขียนไม่สำเร็จสักที
หรือเป็นเพราะผม ว่าคนไม่เป็น ว่าคนไม่ได้ แต่นี่เป็นวิชาการต้องกราบขออภัยท่านอาจารย์ล่วงหน้า
ถ้าจะมีการเขียนขึ้นอีก
ผมขอแนะนำเว็บบล็อกhttp://vanchana-vanchana.blogspot.com http://groups.google.co.th/group/-kontaikidpen 
ผมต้องเข้ามาแก้คำผิด"คือคำว่า ศาสตร์ ในโคลงสี่ที่ยกขึ้นอ้าง
 ให้เปลี่ยนเป็น อรรถ ตามของเดิม เพราะปล่อยให้ผิดอยู่นาน เกรงจะมีผู้อ่านรุ่นใหม่ เข้ามาอ่าน แล้วจำไปใช้เป็นหัวข้อสนทนา แล้วเกิดความร้าวฉานวิวาทะกัน
เพราะเรื่องนี้สมัยเมื่อผมเป็นเด็กวัยรุ่นเคยประพฤติปฏิบัติมาก่อน
อาจเป็นเพราะว่าสมัยนั้น เครื่องบันเทิงใจสำหรับชาวเรายังมีไม่เฟ้อเหมือนสมัยนี้
เราจึงแสวงหาความสนุกความบันเทิงเรงรมย์ ด้วยการเล่นกับอักษรกัน เช่น ต่อศัพท์ ทายอักษร ถกเถียงการเขียนคำ ว่าถูกผิดอย่างไร
ตอนนั้นมีผงชูรสจากญี่ปุ่นเข้ามาขายในประเทศไทยใหม่ๆ แล้วเขียนชื่อสินค้าใช้วรรณยุกต์ผิด เราก็ถกกัน สนุกสนานดี
ซึ่งผมคิดว่าการให้ความรู้ผิดเหมือนการให้ยาพิษกำเริบช้า
ส่วนคำผิดที่ผมแก้ในโคลงคือคำว่า "ศาสตร์"ซึ่งเคยใช้เขียนในโคลงที่ผมจำผิดแต่เดิม
ขอแก้เป็น"อรรถ"คำของเก่าที่ถูกต้องนั้น
ที่จริงสองคำนี้เป็นปัญหาน่าถกเถียงกัน เกี่ยวกับอิทธิพลของบาลีและสันสกฤต ที่ปริวรรตอยู่ในกระบวนการ การเขียนคำของไทยเหมือนกัน เพราะมันชี้ให้เห็นว่า พระหรือพราหมณ์ ใครมีพลังอำนาจมากกว่ากัน ยุคนั้น สมัยนั้น
แต่ผมก็ไม่รู้จะไปถกปัญหากับใคร
ขอผ่านครับ




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา






จำไว้ตลอด